--

--

logo

Tel.

088-296-4656

E-mail

waraya2525@hotmail.com

08:00 - 16:00

Monday to Friday

logo

088-296-4656

waraya2525@hotmail.com

08:00 - 16:00

ความรู้เรื่องข้อเข่าปกติ และข้อเข่าเสื่อม สำหรับประชาชนทั่วไป

โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ อารี ตนาวลี
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
25 เมษายน 2556

หมายเหตุ : ที่มาของภาพประกอบในบทความนี้: ได้จากการสืบค้นใน internet โดยใช้ Google search หัวข้อย่อย image และคัดเลือกภาพที่เหมาะสมกับบทความ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์ทั่วไป และให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาในบทความดีขึ้น

ส่วนประกอบที่สำคัญของข้อเข่า

ข้อเข่า เป็นข้อรับน้ำหนักขนาดใหญ่ มีส่วนประกอบสำคัญที่เป็นกระดูก และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ดังนี้

1. ผิวข้อของกระดูกต้นขา (thigh bone หรือ femur)
คือ ผิวข้อที่เป็นส่วนต่อจากส่วนปลายของกระดูกต้นขา เป็นผิวข้อส่วนบนของข้อเข่า มีรูปร่างเป็นโหนก 2 โหนกที่บานออกและโค้งมน มีผิวสำหรับสัมผัสกับหมอนรองกระดูก กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า
2. ผิวข้อของกระดูกหน้าแข้ง (shin bone หรือ tibia)
คือ ผิวข้อที่เป็นส่วนต่อจากส่วนต้นของกระดูกหน้าแข้ง เป็นผิวข้อส่วนล่างของข้อเข่า มีรูปร่างแบนและบานออกเป็นแป้นสำหรับรับแรงกดจากด้านบน มีผิวสำหรับสัมผัสกับหมอนรองกระดูกข้อเข่า และกระดูกต้นขา
3. ผิวข้อของกระดูกสะบ้า (patella หรือ knee cap)
คือ ผิวข้อที่เป็นส่วนต่อจากด้านในของกระดูกสะบ้า ซึ่งเป็นกระดูกที่มีลักษณะค่อนข้างกลมเมื่อมองจากด้านหน้า แต่รูปร่างรีเมื่อมองจากด้านข้าง ทำหน้าที่คล้ายคานงัด เพื่อให้เส้นเอ็นของกล้ามเนื้อเหยียดขาทำงานได้ดี โดยผิวข้อของกระดูกสะบ้า มีผิวสำหรับขอบมน มีผิวสัมผัสกับกระดูกต้นขา


ภาพแสดงข้อเข่าด้านตรง (ภาพซ้าย) และด้านข้าง (ภาพขวา)

4. ส่วนประกอบอื่น ๆ

–  หมอนรองกระดูก (meniscus)
มีลักษณะเป็นวงแหวนคล้ายกระดูกอ่อนแต่นุ่มกว่า แบ่งเป็น 2 ซีก คือ หมอนรองกระดูกซีกใน (medial meniscus) และซีกนอก (lateral meniscus) ทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายน้ำหนัก กันการกระแทกระหว่างกระดูก และช่วยการเคลื่อนไหว เมื่อมีการเคลื่อนไหวทุกครั้ง ผิวกระดูกอ่อน กับหมอนรองกระดูก สัมผัสกันเป็นอย่างดี

ภาพแสดงหมอนรองกระดูกในข้อเข่าเฉียง (ภาพซ้าย) และมุมมองจากด้านบน (ภาพขวา)

– เอ็นยึดข้อ (ligaments)
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. เอ็นไข้วภายในข้อ แบ่งย่อยเป็น เส้นหน้า (anterior cruciate ligament) และเส้นหลัง (posterior cruciate ligament)
ทำหน้าที่ตรึงให้ข้อเข่าเกิดความมั่นคงในทิศทางหน้า-หลัง

2. เอ็นด้านข้างของข้อ แบ่งย่อยเป็น เส้นใน (meidal collateral ligament และเส้นนอก (lateral collateral ligament)
ทำหน้าที่ตรึงให้ข้อเข่าเกิดความมั่นคงในทิศทางข้างใน และข้างนอก

– ผังผืดหุ้มข้อ (joint capsule)
ทำให้ข้อเป็นโครงสร้างที่ปกปิดไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปภายใน และทำให้ข้อเข่าเป็นเสมือนถุงที่อยู่ในระบบปิด ทำให้น้ำล่อเลี้ยงข้อกระจายไปทั่วข้อได้ดี

– เยื่อหุ้มข้อ (synovium)
ทำหน้าที่เคลือบผังผืดหุ้มข้อ และสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อ และเป็นตัวการสำคัญในการตอบสนองของร่างกายต่อการอักเสบในข้อ ซึ่งมักรุนแรงในกรณีที่เกิดโรคไขข้ออักเสบขึ้น

ภาพแสดงข้อเข่าที่มีเยื่อหุ้มข้อเข่าคลุมข้อ (ภาพซ้าย) และเมื่อแยกเยื่อหุ้มข้อออกแล้ว (ภาพขวา)

– น้ำหล่อเลี้ยงข้อ (synovial fluid)
เป็นของเหลงที่มีลักษณะหนืด คล้ายน้ำมันเครื่องยนต์ ทำหน้าหล่อเลี้ยงข้อให้การเคลื่อนไหวภายในข้อราบรื่น โดยต้องมีปริมาณที่ไม่มากเกินไป และมีความหนืดที่เหมาะสม น้ำหล่อเลี้ยงข้อที่ปกติ ต้องเป็นสีเหลืองใส ไม่ขุ่น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้อเข่าปกติใช้งานได้ทนทาน

ในการที่ข้อเข่าของคนแต่ละคน สามารถใช้งานได้ดี มีความทนทาน ไม่สร้างปัญหาให้ผู้ป่วยเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้

1.    แนวแกนขาที่ปกติ

แนวแกนขาที่ปกติ คือ มีศูนย์กลางของข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า อยู่ในแนวที่เป็นเส้นตรง หรือเกือบเป็นเส้นตรง มีผลทำให้น้ำหนักของร่างกายที่ถ่ายจากกระดูกต้นขาลงสู่กระดูกหน้าแข้งเกิดความสมดุล และกระจายเต็มหน้าสัมผัสของข้อ ไม่กดซีกใดซีกหนึ่งมากเกินไป ทำให้ผิวข้อมีโอกาสเกิดการสึกหรอน้อย คนที่มีแกนขาที่ผิดปกติจนมองเห็นจากภายนอกได้ เช่น ขาโก่ง หรือ ขาเก มักจะมีมุมโก่ง หรือมุมเกของขามากพอควร

ภาพแสดงแนวแกนรับน้ำหนักของขาที่ปกติ

2. ข้อมีความมั่นคง

เนื่องจากข้อเข่าประกอบด้วยกระดูกคนละชิ้นที่มาสัมผัสกันโดยไม่มีการสบ หรือล็อคกัน  ถ้าหากผิวข้อไม่เกิดการสัมผัสที่มั่นคง จะเกิดการกระจายแรงที่ไม่ทั่วบริเวณ ทำให้ข้อเข่าบางบริเวณรับน้ำหนักมากไป บางบริเวณไม่ได้รับน้ำหนักอย่างเหมาะสม และเมื่อมีการขยับ หรือบิดข้อที่ผิดปกติ หรือมากกว่าการเคลื่อนไหวที่ปกติ จะทำให้บางบริเวณของข้อทนแรงเหล่านี้ไม่ได้ เกิดการเสียหายต่อผิวกระดูกอ่อน หรือเอ็นรอบ ๆ ข้อได้ การบริหารกล้ามเนื้อเป็นประจำมีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นคงในข้อเข่าได้

ภาพเปรียบเทียบระหว่างภาพถ่ายทางรังสีของกระดูกข้อเข่าซึ่งดูเหมือนว่าสัมผัสกันแบบวางอยู่บนและล่างต่อกัน

(ซ้าย) แต่ในเข่าจริงมีหมอนรองกระดูก และเอ็นต่าง ๆ และกล้ามเนื้อที่ควบคุมให้ข้อเข่ามีความกระชับ และมั่นคง (ขวา)

3. กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าที่แข็งแรง

กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ในการควบคุมความกระชับของข้อ และการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมของข้อ ในรายที่แกนขาเริ่มผิดรูปจากปกติน้อย ๆ การทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าแข็งแรงขึ้นจะช่วยพยุงแกนขาให้เปลี่ยนแปลงช้าลง และยังช่วยถ่ายน้ำหนักไม่ให้กดลงที่ผิวข้อมากผิดปกติ กล้ามเนื้อที่สำคัญมากและควรต้องดูแลให้มีความแข็งแรงอย่างเสมอ คือกล้ามเนื้อที่ใช้เหยียดข้อเข่า (quadriceps)

ภาพแสดงกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า กล้ามเนื้อ quadriceps ควบคุมการเหยียด (ซ้าย) และกล้ามเนื้อ hamstrings ควบคุมการงอข้อเข่า (ขวา)

4.    น้ำหนักตัวที่เหมาะสม
ข้อเข่าเป็นข้อรับน้ำหนักที่สำคัญมากข้อหนึ่งของร่างกาย กรณีที่น้ำหนักตัวมาก ก็เท่ากับว่าข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมากขึ้นด้วย ดังนั้น คนที่อ้วนมักมีโอกาสเกิดข้อรับน้ำหนักเสื่อมได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงมีความสำคัญมาก โดยทั่วไปควรควบคุมให้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่เกิน 25 (คำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง)

5.    การใช้งานอย่างเหมาะสม
การใช้งานข้อรับน้ำหนักอย่างพอดี และเหมาะสม หมายถึง ดำเนินภารกิจในชีวิตประจำวันทั่วไปโดยปกติ แต่ไม่เน้นการพับขาที่มาก ๆ พร้อมกับทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักในขณะนั่งพับขามาก โดยเฉพาะ การนั่งยอง (โดยไม่มีม้าเตี้ยรองน้ำหนักหนักที่ก้น)
สำหรับคนทั่วไป ที่ไม่มีอาการผิดปกติของข้อเข่า มักนั่งพับขาในท่าต่าง ๆ ได้อย่างสบาย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือคุกเข่า อยู่เป็นเวลานาน
คนที่ชอบเล่นกีฬาประเภทมีการกระโดด หรือมีการกระแทกมาก ๆ มีความจำเป็นต้องมั่นใจว่า กำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าแข็งแรงดี และแกนขาอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงจะปลอดภัยในระยะยาว

 

รู้จักโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) 

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวะที่ข้อเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถดถอยขึ้น พบสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะที่อายุมากขึ้น โรคนี้เป็นหนึ่งในหลายโรคที่เป็นปัญหาเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากโรคข้อเสื่อมนี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดที่ข้อ ข้อขัด ข้อบวม และเคลื่อนไหวข้อไม่เป็นปกติ ถ้าเป็นการเสื่อมของข้อที่รับน้ำหนักก็ทำให้เมื่อเคลื่อนไหวลงน้ำหนักแล้วจะยิ่งปวดมากขึ้น

ผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อมอาจไม่ได้เกิดกับคนทุกคน แต่ผู้ที่มีปัจจัยต่อไปนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเสื่อม

•    อายุมากขึ้น
•    เพศหญิง
•    อ้วน
•    กิจกรรมที่เกิดแรงกระแทกที่ข้ออย่างซ้ำ ๆ หรือมากเกินไป
•    กรรมพันธุ์
•    กระดูกผิวข้อแตกจากภัยอันตราย
•    โรคข้ออักเสบต่าง ๆ
•    ความผิดปกติในการรับรู้บริเวณข้อ

 

อาการเบื้องต้น และขั้นตอนของอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

อาการแรกเริ่มของโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก ๆ อาจมีอาการไม่เด่นชัดผู้ป่วยหลายราย แต่รู้สึกว่าขัด ๆ ที่ข้อเข่า หรือ ฝืดในข้อเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะหลังจากที่ข้ออยู่นิ่งเป็นเวลานาน หรือจากการที่ข้ออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป ในระยะต่อมาอาการปวดจึงค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ขั้นตอนการการเกิดโรคอาจใช้เวลาเป็นเดือน หรือปีก็ได้

ในระยะต่อมา จะรู้สึกว่าอาการขัดในข้อบ่อยขึ้น และมากขึ้น อาจมีเสียงลั่นในข้อคล้ายเสียงกระดาษทรายถูกัน ในระยนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดร่วมด้วย โดยอาการปวดอาจมีความแตกต่างในผู้ป่วย แต่ละคนอย่างสิ้นเชิง เช่น ปวดน้อย ปวดบางครั้ง จนถึงปวดมาก หรืออาการปวดเป็นตลอดเวลา เมื่อสังเกตให้ดี อาจพบว่าอาการปวดสัมพันธ์กับการทำกิจกรรมเฉพาะบางอย่าง เช่น ออกกำลังกายมาก ขึ้นบันได นั่งเตี้ย หรือนั่งยอง และมักสังเกตว่าอาการปวดดีขึ้น เมื่อลดกิจกรรมเหล่านี้ลง ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่าอาการปวดย้ายตำแหน่งได้ หรือ อาการปวดเพิ่มจากบริเวณเฉพาะของข้อนั้น ไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายด้วย อาการปวดที่เกิดในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดการปรับตัวด้วยการไม่เหยียดหรืองอข้อเข่าจนสุด เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัด และเคลื่อนไหวไม่เต็มวงของการงอเข่าตามมา

ในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมบางรายอาจมีการอักเสบในข้อ ทำให้มีอาการข้อเข่าบวม อุ่นขึ้น เป็นครั้งคราว ผิวหนังอาจมีสีแดงเข้มขึ้นได้หรือมีกระดูกงอกในข้อ ทำให้สังเกตได้ว่าข้อเข่ามีขนาดใหญ่ขึ้น และการเคลื่อนไหวของข้อไม่ได้มากดังแต่ก่อน  การอักเสบที่เกิดกับข้อใหญ่ที่รับน้ำหนัก อาจทำให้ผู้ป่วยเดินลงน้ำหนักไม่ได้เพราะความปวด

 

จะยืนยันได้อย่างไรว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม?

ผู้ป่วยที่ควรสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม (โดยไม่มีสาเหตุเฉพาะ) ควรอายุที่มากพอควร เช่น เกิน 45 ปีขึ้นไป มีอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยอาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจยืนยันจากภาพถ่ายทางรังสี กรณีที่ ผู้ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจริง ภาพถ่ายทางรังสีจะแสดงลักษณะเฉพาะหลายอย่างของโรคข้อเสื่อม ซึ่งเป็นตัวช่วยยืนยันคำวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจริง

ตัวอย่างภาพถ่ายทางรังสีของผู้ป่วยที่เริ่มมีข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 (ภาพซ้าย)

อีก 4 ปีต่อมาภาพถ่ายทางรังสีแสดงว่าผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น และมีขาโก่ง (ภาพขวา)

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อข้อเข่าเสื่อม

– ผิวของข้อเข่า
ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน เริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ สูญเสียความลื่น มัน วาวของผิวกระดูกอ่อนทำให้การเคลื่อนไหวข้อ เกิดอาการติดขัด ฝืด หรือเสียงดังคล้ายกระดาษทรายถูกัน

– การกระจายการรับน้ำหนักของกระดูกผิวข้อ
เริ่มผิดปกติ เนื่องจากบางบริเวณรับน้ำหนักมากขึ้น ขณะที่บางบริเวณรับน้ำหนักน้อยลง ทำให้บริเวณรับน้ำหนักมากผิดปกติ สึกหรอเร็ว มีอาการปวดเสียว

– เยื่อหุ้มข้อ
ถูกระคายเคือง จากเศษผงกระดูกอ่อนที่อยู่ภายในข้อ ทำให้เกิดสารที่ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น และสร้างน้ำในข้อมากขึ้น แต่เป็นน้ำที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้เกิดอาการปวด บวม และข้อเข่าอุ่น

– กล้ามเนื้อรอบข้อเข่า
เนื่องจากอาการปวด และการอักเสบของข้อเข่า ทำให้ผู้ป่วยใช้ขาข้างที่เป็นโรคน้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีความแข็งแรงน้อยลง ดังนั้น เมื่อเดินลงน้ำหนัก แรงกระแทกจึงเกิดกับผิวข้อมากขึ้น

– เอ็นยึดข้อ
บางส่วนหย่อนยานขึ้น ตามไปกับเสื่อมของกระดูกผิวข้อ เมื่อเอ็นยืดขึ้นทำให้ข้อแกว่ง หรือหลวมมากขึ้น  เพิ่มการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติมากขึ้น ทำให้เข้าเสื่อมเร็วขึ้น

– แนวแกนขา
ผลจากเอ็นยึดข้อหย่อนยานขึ้น ผิวกระดูอ่อนสึกหายไป ข้อจะเริ่มแกว่งในทิศทางที่ผิดปกติมากขึ้น และเมื่อน้ำหนักของผู้ป่วยมากขึ้นด้วย ก็ส่งเสริมให้เอ็นยึดข้อหย่อนยานขึ้น ทำให้ขาดูผิดรูปมากขึ้น เช่น ขาโก่ง หรือขาเก

– กระดูกรอบข้อเข่าเกิดการปรับตัว
ในข้อเข่าที่เสื่อม ร่างกายจะค่อย ๆ สร้างกระดูกงอกขึ้นภายในข้อ เพื่อช่วยให้ข้อเคลื่อนไหวแบบมั่นคงขึ้น อาจทำให้ข้อเคลื่อนไหวในทิศทางเหยียดงอได้น้อยลง ความหนาแน่นของกระดูกบริเวณข้อเข่า และรอบ ๆ ข้อ บางลง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มเดินน้อยลง

ภาพวาดแสดงการเสื่อมของข้อเข่าจากเล็กน้อย ไปสู่ปานกลาง จนไปถึงขึ้นเป็นมาก จนมีผิวกระดูกอ่อน และหมอนรองกระดูกที่ไม่อยู่ในสภาพทำงานได้ปกติ

ภาพถ่ายจากข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยจริง ประกอบด้วยผิวข้อที่สึก ขรุขระ และมีกระดูกงอกรอบผิวข้อ และหมอนรองกระดูกที่ขาดรุ่งริ่ง

การรักษาโรคข้อเสื่อมจำเป็นหรือไม่?

เนื่องจากการเสื่อมของข้อเข่า เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจไม่ได้ต่างอะไรจากการที่เรามีผิวหนังที่เหี่ยวย่นเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมร่วมกับมีอาการผิดปกติทางร่างกาย โดยเฉพาะอาการปวด หรือไม่สามารถประกอบภารกิจประจำวันได้เป็นปกติ มีความจำเป็นต้องรับการรักษา เป้าหมายของการรักษาโรคข้อเสื่อม คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด หรือทำให้อาการเจ็บปวดหายไป ทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรงขึ้น ทำให้ข้อยังคงใช้งานได้ดังเดิม หรือในระดับที่พอใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน และสามารถออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยหรือสภาพได้
ถ้าแพทย์ตรวจพบว่าผู้ป่วยมีข้อเข่าเสื่อม แต่ไม่มีอาการที่ผิดไปจากปกติเลย อาจไม่มีความจำเป็นต้องทำการรักษาใด ๆ เป็นพิเศษ  ในกรณีนี้ สิ่งที่ผู้ป่วยควรทำก็คือ การถนอม หรือบำรุงรักษาให้ข้อที่เสื่อมนั้น สามารถอยู่กับตัวเราได้อย่างไม่สร้างปัญหาให้ยาวนานที่สุดมากกว่า

ในผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อม แต่มีอาการเล็กน้อย หลักใหญ่ของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยเหล่านี้ คือ ควบคุมให้การอักเสบของข้อเข่าอยู่ในระดับน้อย จนไม่รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยการปรับรูปแบบการใช้งานข้อเข่า การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และป้องกันการอักเสบที่จะเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งถือเป็นการชะลอการเสื่อม หรือการสึกหรอของข้อที่มากขึ้น

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยจำนวนมากที่เริ่มมีการเสื่อมของข้อเข่า นิยมรับประทานสารบำรุงผิวกระดูกอ่อน (glucosamine) ซึ่งเป็นสารที่เป็นเสมือนอาหารเสริม ไม่เกิดอันตรายจากการทานสารเหล่านี้เป็นเวลานาน
แพทย์ส่วนใหญ่ รวมถึงผู้นิพนธ์มีความเห็นว่า หากผู้ป่วยทานสารเหล่านี้ แล้วอาการข้อเข่าดีขึ้นก็ให้ทานต่อไปได้ แต่หากทานไปแล้วไม่รู้สึกดีขึ้นภายใน 6 สัปดาห์ ก็ไม่จำเป็นต้องทานต่อไป
การรักษาโรคข้อเสื่อมอย่างย่อ ๆ

แบ่งเป็นวิธีต่าง ๆ ได้ดังนี้

 การรักษาด้วยยา (Medication)

ส่วนใหญ่ของยารับประทานที่นิยมใช้มักเป็นยาแก้การอักเสบ ที่เรียกว่า NSAIDs (เอ็นเสด) และหรือยาแก้ปวด ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการอักเสบและลดอาการปวดที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ป้องกันการอักเสบหรืออาการปวดในวันข้างหน้า ไม่ควรรับประทานยาแก้อักเสบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้การทำงานของไต และตับผิดปกติ หรืออาจทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารได้     ยารับประทานอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ สารบำรุงผิวข้อ มีความปลอดภัยสูงดังได้กล่าวมาแล้ว
กลุ่มยาฉีดเข้าข้อเข่ามี 2 ชนิด คือ ยาฉีดสเตียรอยด์ มีประโยชน์ เมื่อข้อเข่าอักเสบรุนแรง และผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมาก ราคาย่อมเยาว์ อีกชนิดหนึ่ง คือ น้ำหล่อข้อเทียม โดยต้องฉีดทุกสัปดาห์ติดต่อกัน 3-5 ครั้ง หรืออาจฉีดแบบครั้งเดียวพร้อมกันเลย โดยเน้นช่วยเพิ่มการหล่อลื่นในข้อเข่า แต่มีข้อเสียคือ ราคาแพง และอาจต้องรับการฉีดซ้ำทุก 6-12 เดือน

การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง (Exercise)
ความสำคัญของการออกกำลังกาย คือ ทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อนั้น ๆ มีความแข็งแรง และช่วยผ่อนแรงกระแทกที่กระทบกับข้อโดยตรง ทำให้ข้อสึกหรอช้าลง หรือช่วยควบคุมแนวการรับน้ำหนักของข้อนั้น ๆ ให้อยู่ในแนวที่ตรงขึ้น ทำให้ข้อรับน้ำหนักน้อยลง  นอกจากนี้แล้วการออกกำลังกายที่เป็นแบบแอโรบิค จะทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกับข้อที่รับน้ำหนักโดยตรง
รายละเอียดเรื่องการบริหารกล้ามเนื้อให้กลับไปดูในบทที่ 6

การทำกายภาพ (Physical therapy)
การทำกายภาพด้วยวิธีต่าง เช่น การนวดคลึงบริเวณที่ปวด การประคบด้วยความร้อน การทำอัลตร้าซาวด์ เป็นต้น เป็นวิธีที่ทำให้อาการเจ็บปวดลดลงได้ ไม่เกิดอันตรายกับข้อเข่า สามารถทำ ๆ หยุด ๆ ได้ ตามการเปลี่ยนแปลงของอาการ วิธีนี้มีประโยชน์ ในรายที่ไม่ต้องการทานยา

    การจำกัดกิจกรรม (Limited activity)
เป็นมาตรการป้องกันการเกิดการบาดเจ็บ หรือกระตุ้นให้ข้อเกิดการเสื่อมที่เร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น มีหลักการ คือ เมื่อผู้ป่วยมีผิวข้อที่สึกหรอผิดปกติแล้ว ภารกิจที่มีการงอข้อเข่ามาก เช่น นั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาส และนั่งคุกเข่า เป็นท่าที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเพิ่มแรงบิดขยี้ในข้อเข่า หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดที่มากเกินไป เช่น ขึ้นลงบันไดที่มากกว่า 2 รอบต่อวัน
ในรายที่พบว่าแนวแกนขาโก่ง หรือบิดเกผิดปกติแล้ว ควรงดการออกกำลังกายประเภทวิ่ง หรือกระโดด เนื่องจากข้อที่มีแกนขาบิดเกมีการกระจายแรงรับน้ำหนักในข้อผิดปกติ

การใช้กายอุปกรณ์ช่วย (Orthosis)
การสวมผ้ายืด หรือปลอกสวมข้อเข่า (อาจมี หรือไม่มีแกนเหล็กปริง) เป็นการช่วยพยุงให้ข้อเข่าที่มีปัญหาปวดในขณะเคลื่อนไหว เกิดความกระชับขึ้น ลดการเคลื่อนไหวผิดแนว หรือผิดทิศทางให้น้อยลง และทำให้แนวแรงกระจายน้ำหนักจากกระดูกต้นขามายังกระดูกหน้าแข้งสม่ำเสมอขึ้น ซึ่งทำให้การอักเสบลดน้อยลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์เป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อนั้น ๆ อ่อนแอลงได้ ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อเป็นประจำ

การผ่าตัด (Surgery)
การผ่าตัดเป็นมาตรการเด็ดขาดที่ใช้รักษาโรคข้อเข่าเสื่อมที่เข้าสู่ระยะปานกลาง ถึงระยะท้าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แพทย์ต้องประเมินว่าผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมในการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเสมอ และแพทย์ต้องประเมินให้ได้ว่า หลังจากการผ่าตัดแล้ว คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยต้องดีขึ้นอย่างชัดเจน มีความคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไป
ในปัจจุบันวิธีการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อม ผันแปรไปตามความเสื่อมของข้อ และการบิดเกของขา เช่น การผ่าตัดส่องกล้องล้างข้อ การผ่าตัดจัดแนวแกนขาใหม่ให้ตรง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน และผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ เนื่องจากผู้ป่วยที่ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดส่วนใหญ่มักมีอายุมาก และมีความเสื่อมของข้อเข่าในระดับที่มากพอควร ทำให้ปัจจุบันอัตราการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมสูงขึ้นมากขึ้นทุก ๆ ปี

 

ชะลอข้อเข่าเสื่อมด้วยตนเองอย่างปลอดภัย

การที่จะทำให้ผู้ป่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่าลงได้ สิ่งสำคัญที่ต้องทราบก็คือ ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคเข่าเสื่อมที่น้อยหรือปานกลางเท่านั้น ที่สามารถปฏิบัติตัว หรือรักษาวิธีเหล่านี้ได้ผลเป็นที่พอใจ ดังนี้

•    หลีกเลี่ยงท่างอข้อเข่ามาก ๆ (นั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และนั่งคุกเข่า)
•    หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหลาย ๆ ชั้น อย่างบ่อย ๆ
•    ควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้อ้วน
•    หมั่นขยันบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา
•    ทานยาแก้อักเสบของข้อเมื่อจำเป็น หรือทานเป็นครั้งคราว
•    ในรายที่ข้อโก่งผิดรูป และหรือมีการแกว่งของข้อได้มากกว่าปกติ เมื่อต้องเดินทาง ควรสวมปลอกสวมข้อเข่า ชนิดมีเหล็กสปริงที่ด้านข้างของข้อเข่าทั้งด้านในและด้านนอก
•    ในรายที่ปวดเข่าบ่อย หรือเดินทรงตัวไม่ดี ควรใช้ไม้เท้าช่วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะทางไกล หรือเดินในที่ไม่เรียบ (ควรถือไม้เท้ามือตรงข้ามกับเข่าที่ปวด)